วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประวัติความเป็นมา


       จังหวัดสุรินทร์เป็นเมืองเก่าแก่ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายมีบรรพบุรุษผู้ก่อสร้างเมืองสุรินทร์เป็นชนชาวกวยหรือกูยที่อพยพมาจากแคว้นอัตปือแสนแปทางตอนใต้ของลาว ซึ่งชนชาวกวยเป็นชนชาติที่มี ภูมิปัญญาทางด้านคชศาสตร์ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษสูงมาก ในอดีตชนชาวกวยที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุรินทร์จึงนิยมออกไปคล้องช้างป่าในบริเวณป่าคงดิบทางตอนเหนือของกัมพูชาและทางตอนใต้ของลาว เพื่อนำมาขายและเลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน การเลี้ยงช้างของคนสุรินทร์จึงแตกต่างจากการเลี้ยงช้างของคนในภูมิภาคอื่นในประเทศที่เลี้ยงช้างไว้เป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน แต่คนสุรินทร์เลี้ยงช้างและปฏิบัติต่อช้างเสมือนหนึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน  ทุกเทศกาลงานประเพณีที่สำคัญจะมีช้างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานอยู่เสมอ วิถีความผูกพันระหว่างคนกับช้างจึงเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นประการหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์

     บ้านตากลางและหมู่บ้านใกล้เคียงในตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม  จังหวัดสุรินทร์ เป็นพื้นที่ที่มีการเลี้ยงช้างมากที่สุดในโลก เมื่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมได้แพร่ขยายไปในทุกภูมิภาคของประเทศความต้องการพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อป้อนโรงงงานอุตสาหกรรมจึงมีมากขึ้น  ส่งผลให้มีการบุกรุกทำลายป่าเป็นจำนวนมาก ป่าสงวนแห่งชาติ ดงภูดิน ป่าสงวนแห่งชาติดงสายทองและป่าบุ่งป่าทามบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำที่แม่น้ำมูลไหลมาบรรจบกับลำน้ำชีในพื้นที่ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกบุกรุกทำลายเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจนานาชนิด ส่งผลให้อาหารช้างที่เคยมีอยู่อย่างมากมายในป่าดังกล่าวข้างต้นทั้ง ๓ แห่ง ลดปริมาณลงจนไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงช้างอีกต่อไป ควาญช้างจึงจำเป็นต้องนำช้างออกไปเร่ร่อนนอกพื้นที่ เพื่อแสวงหาหนทางสู่ความอยู่รอดของตนเองและช้าง



ความสำคัญ

1.การศึกษาวิถีชีวิตช้างไทย
2.กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
 
  1.1การจัดงานแต่งงานแบบพื้นเมืองของชนชาวกวย หรือที่เรียกเป็นภาษากวยว่า “พิธีซัดเต” กิจกรรมดังกล่าวนี้จะจัดขึ้นในวันที่14  กุมภาพันธ์ ของทุกปี โดยคู่บ่าวสาวทุกคู่จะแต่งกายในชุดของชาวกวยเพื่อไปประกอบพิธีแต่งงานภายในกระท่อมที่สร้างขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะตามแบบฉบับของพิธีซัดเต หลังจากประกอบพิธีเสร็จแล้วคู่บ่าวสาวจะนั่งช้างไปจดทะเบียนสมรสกับนายทะเบียนอำเภอท่าตูม (นายอำเภอท่าตูม)ซึ่งนั่งช้างรออยู่แล้ว
 1.2การจัดงานประเพณีบวชนาคช้าง ในอดีตจัดในพื้นที่ตำบลกระโพยังไม่มีโบสถ์ ดังนั้น การประกอบพิธีอุปสมบทของชาวกวยในพื้นที่ จึงอาศัยพื้นที่บริเวณดอนบวช ซึ่งเป็นเกาะกลางแม่น้ำมูลบริเวณวังทะลุ เป็นที่ทำพิธีอุปสมบทแทนโบสถ์ หรือที่เรียกว่า “สิมน้ำ”นาคแต่ละคนจะนั่งช้างพร้อมด้วยขบวนแห่ที่สวยงามเป็นจำนวนมากเพื่อไปประกอบพิธีอุปสมบท ซึ่งกิจกรรมนี้จะจัดขึ้นในวันขึ้น 14 ค่ำ  ดือนหกของทุกปี
1.3.การเซ่นศาลปะกำ ศาลปะกำเป็นที่เก็บรักษาเชือกปะกำหรือหนังปะกำและอุปกรณ์การคล้องช้าง เป็นที่สิ่งสถิตของวิญญาณบรรพบุรุษและผีปะกำ ในอดีตก่อนการออกไปจับช้างป่าทุกครั้ง ครูบา ใหญ่จะพาหมอช้างและคณะทำพิธีเซ่นไหว้ศาลปะกำที่ตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์คชศึกษา เพื่อขอพรและเสี่ยงทายว่าการออกไปจับช้างป่าจะประสบผลดีหรือไม่ หากผลการเสี่ยงทายออกมาดีจึงจะออกเดินทาง แต่หากผลการเสี่ยงทายออกมาไม่ดีก็จะเลื่อนการเดินทางออกไป ปัจจุบันก่อนที่ชาวกวยจะประกอบกิจการใด ๆ ที่สำคัญก็จะต้องทำพิธีเซ่นศาลปะกำทุกครั้งต่อไป
ž







^_-


  



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น